อัพเดตเรื่องสุขภาพและความงาม แฟชั่น ได้ที่นี่

โรคไต พฤติกรรมชอบกินอาหารรสจัด พึงระวัง

โรคไต จริงหรือไม่ หากกินเค็มแล้วจะเป็นโรคไต

โรคไต คุณเคยได้ยินคำ ๆ นี้กันหรือไม่ว่า “กินเค็มระวังเป็นโรคไต” เป็นประโยคที่เรามันจะได้ยินกันอยู่เสมอ ๆ แต่โรคไตนั้น ไม่ได้จู่โจมแต่ผู้ที่ชอบรับประทานเค็มเพียงอย่างเดียว ในขณะที่เรานั่ง ทานอาหารโต๊ะเดียวกันแน่นอนว่า การทานรสเค็มมาก ๆ เป็นสาเหตุ สำคัญของไตเสื่อม อย่างที่ทุกคนเข้าใจกันเลยค่ะ

หลายคนสั่งอาหารตามสั่ง ข้าวราดแกงมาได้ ยังไม่ทันชิมก็สาดราดพริกน้ำปลาไม่ยั้ง ส้มตำ ลาบน้ำตก ยำรสจัด ๆ ของชอบสุด ๆ กินนาน ๆ ไป ๆ มา ๆ ตรวจสุขภาพประจำปี รู้ตัวอีกทีก็เป็น ไตเสื่อม หรือมีความเสี่ยงที่ไตจะเสื่อมแล้ว ฉะนั้นบทความนี้ไฉไล จะพาไปรู้จักกับโรคนี้กันค่ะ การรับประทานอาหารรสเค็ม เป็นเพียงสาเหตุหนึ่ง ที่กระตุ้นให้เกิดโรคไต แต่ยังมีสาเหตุของ การเกิดโรคไตที่สำคัญอีกหลายอย่าง

โรคไต

มารู้จักอวัยวะของร่างกายที่เรียกว่า “ไต”

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าไต มีหน้าที่กำจัดของเสีย ควบคุมความเป็นกรด-ด่างในกระแสเลือด ควบคุมความสมดุลของเกลือแร่ และควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นเมื่อการทำงานของไตผิดปกติ หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จะทำให้เกิดภาวะเลือดจาง และขาดวิตามินได้ โดยโรคร้ายนี้มีอยู่หลายชนิด  และที่พบได้บ่อย ได้แก่ กรวยไตอักเสบ ไตอักเสบ นิ่วในไต ไตเรื้อรัง และไตวาย

ไตเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะ จะมีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดง ขนาดประมาณ 9-13 เซนติเมตร มี 2 ข้าง วางตัวในลักษณะแนวตั้ง ขนานกับกระดูกสันหลังช่วงเอว อยู่บริเวณสีข้างของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญในการกรองของเสียออกจากร่างกาย โดยหลอดเลือดที่ไต จะพาเลือดในร่างกายของเรามาฟอก กรองของเสีย กำจัดยา และสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ในร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต และยังทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมน ในการผลิตเม็ดเลือดแดงของร่างกาย ทำให้ความเข้มข้นของเลือดในร่างกายเรา อยู่ในระดับปกติ

สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไต

ปัจจุบันอาจมีความเข้าใจกันผิด ๆ ว่าลดหรือเลี่ยงการกินเค็ม จะทำให้ไม่เป็นโรคนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหลายสาเหตุอีกมากมาย โดยสาเหตุของการเกิดโรคนี้นั้น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต ก็เป็นมาจากพันธุกรรมด้วย โดยบางรายอาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรือค่อย ๆ แสดงอาการในภายหลังก็ได้ และโรคอาจเกิดขึ้นได้จากโรคต่าง ๆ ที่มีผลกระทบกับไต เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ โรคต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งผลให้หลอดเลือด ที่ไปเลี้ยงไตเสื่อมลง การทำงานของไตก็จะลดลง มีประวัติการเป็นโรคไตอักเสบ หรือถุงน้ำในไต ก็ส่งผลให้เกิดภาวะไตเสื่อม ได้เช่นกัน

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว คือการรับประทานอาหารรสจัด ไม่ใช่แค่เพียงรสเค็ม ยังรวมไปถึงรสหวานจัด และเผ็ดจัดด้วยเช่นกัน การดื่มน้ำน้อยเกินไป ไม่ออกกำลังกาย มีภาวะเครียด อายุมากกว่า 60 ปี เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ก็อาจจะทำให้การทำงานของไตลดลงได้

โรคไตเป็นชื่อที่เรียกรวมอาการ หรือความผิดปกติที่เรียกว่า พยาธิสภาพ ที่เกิดขึ้นบริเวณไตที่ทำให้การทำงานเพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย และการรักษาความสมดุลของเกลือ รวมถึงน้ำในร่างกายมนุษย์ เกิดภาวะขัดข้อง ซึ่งโรคที่เกิดขึ้นกับไต มีอยู่ด้วยกันหลายประเภทได้แก่

  • โรคไตวายฉับพลัน
  • โรคไตวายเรื้อรัง ที่เกิดขึ้นตามหลังจากการเกิดโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง
  • โรคไตอักเสบเนโฟรติก
  • โรคไตอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันสับสน
  • โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • โรคถุงน้ำที่ไต

อาการของ โรคไต เป็นอย่างไร

อาการมีอยู่ 2 อย่างที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเฉียบพลันคือ ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ หรืออาจไม่มีปัสสาวะ

ส่วนในผู้ป่วยที่เป็น โรคไตเรื้อรัง เมื่อเริ่มเป็นนั้นจะ ไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน แต่จะมีอาการก็ต่อเมื่อ เป็นโรคมากแล้ว จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมผู้ป่วยที่เดินทางมาพบแพทย์ส่วนใหญ่ ด้วยอาการของโรคไตนั้น ป่วยเป็นไปโรคไตเรื้อรังระยะที่รุนแรง อาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง มีอยู่ด้วยกันหลายอาการดังนี้ …

  • มีอาการปัสสาวะผิดปกติ อาจมีปัสสาวะมาก ปัสสาวะน้อย ไปจนถึงไม่มีปัสสาวะเลย โดยที่ปัสสาวะนั้นอาจขุ่น หรือใสเหมือนน้ำ อาจมีสีเข้ม เป็นฟองตลอดเวลา ในบางคราวก็อาจมีเลือดปน และ/หรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
  • รู้สึกเบื่ออาหาร หรืออาหารที่รับประทานเข้าไปมีรสชาติแปลก ทั้งนี้ก็อาจเกิดโดยผลจากของเสียที่สะสมในร่างกาย
  • รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเกิดมาจากการสะสมของของเสียในร่างกาย
  • มีอาการคันที่เกิดจากการระคายเคืองบริเวณผิวหนังจากของเสียต่างๆ
  • ตัวซีด ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ปกติแล้ว ไต จะสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงของไขกระดูก เมื่อเซลล์ไตเสียไป ฮอร์โมนชนิดนี้ก็จะถูกสร้างน้อยลงไปด้วย ส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงของไขกระดูก
  • มีน้ำในร่างกายมาก เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำเหล่านั้นออกจากร่างกายได้ ทำให้เกิดอาการตัวบวม โดยมักเริ่มที่เท้าและรอบดวงตาก่อน
  • เมื่อโรคเริ่มเป็นมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการของไตวาย โดยมีอาการ เช่น สับสน โคม่า จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด

โรคไต

โรคไตแบ่งออกเป็นกี่ระยะ

โรคไตเรื้อรังแบ่งออกเป็น 5 ระยะ สามารถทราบระยะได้จากการตรวจเลือดและดูค่าของไต ที่เรียกว่า Creatinine มาวิเคราะห์ตามสูตร โดยคำนวนอายุ เพศ น้ำหนัก และคิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ถ้าได้ 100 % แสดงว่าปกติ แต่หากคำนวณแล้วอยู่ที่ระหว่าง 90% คือ เป็นโรคไตระยะที่ 1 หากค่าอยู่ที่ 60 – 90 % คือระยะที่ 2 ค่าระหว่าง 30 – 60 % เป็นระยะที่ 3 ซึ่งทั้ง 3 ระยะ แทบจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น แพทย์ต้องซักประวัติและถามอาการอย่างละเอียด แต่หากคนไข้พบว่าเป็นโรคไต ในระยะต้นๆ ถือว่าโชคดี ที่จะทำการรักษา ต่อมาในระยะที่ 4 คือมีค่าไต 15 – 30% ระยะที่ 5 ค่าไตทำงานต่ำกว่า 15 % ถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง หรือ ไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งจะต้องมีการบำบัดทดแทนไตต่อไป

สำหรับการป้องกันภาวะไตวาย ได้แก่ การเลี่ยงการกินยาที่เราไม่ทราบสรรพคุณ หรือว่ากินยาที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะพวกยาแก้ปวด หรือ ยาสมุนไพรเป็นระยะเวลานาน ซึ่งหากทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงแล้ว ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อหาแนวทางป้องกัน กลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี , ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน หรือโรคเก๊าท์ , ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ตั้งแต่อายุน้อยว่า 35 ปี หรือว่ามากกว่า 60 ปี รวมทั้งผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตนั่นเอง

อย่างไรก็ตามการรักษาผู้ป่วยเป็นโรคไต แพทย์จะพิจารณาตามระยะและสาเหตุของการเกิดโรค เพื่อไปควบคุมที่สาเหตุหลัก เช่น หากเป็นเบาหวานก็ต้องคุมน้ำตาล , ความดันก็ต้องคุมความดัน , หากเกิดจากยาที่รับประทาน ก็ต้องหยุดยา ควบคุมยาที่มีผลกับไต สิ่งสำคัญ คือ ต้องควบคุมอาหาร ลดอาหารเค็ม เพื่อช่วยไม่ให้ไตทำงานหนัก ทั้งยังเป็นการควบคุมความดัน ลดอาหารที่มีไขมันสูงและงดสูบบุหรี่ รวมทั้งการดื่มน้ำเปล่าที่มีอุณหภูมิปกติมากๆ เพราะการดื่มน้ำไม่มีข้อห้ามใดๆ และดีต่อสุขภาพ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการบำรุงไต ให้ทนทานต่อภาวะต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้

 

อ่านบทความอื่นๆ »»เบาหวาน

บทความแนะนำ » »หนังออนไลน์